วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วันเบาหวานโลก 2017


                                                                                                   
                       สตรีกับเบาหวาน                                 

สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) ร่วมกับ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็น “วันเบาหวานโลก” ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) วันที่ 14 พฤศจิกายน เป็นวันคล้ายวันเกิดของ Frederick Banting ผู้ค้นพบฮอร์โมนอินซูลินร่วมกับ Charles Best เมื่อปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) และทำให้ทราบว่า เบาหวานเกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน  สหพันธ์เบาหวานนานาชาติจึงได้กำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก ด้วยตระหนักถึงความรุนแรงของความชุกของโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง และต้องการรณรงค์สร้างความตื่นตัวของโรคเบาหวานในประชากร หลายล้านคนมากกว่า 195 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ในคนที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน ในกลุ่มที่ให้บริการทางการแพทย์ และสื่อมวลชนต่างๆ  นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) องค์การสหประชาชาติ ได้ลงมติที่ 61/225 กำหนดให้ ”เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และความสิ้นเปลือง พร้อมด้วยโรคแทรกซ้อนที่มีผลกระทบอย่างสูง ต่อครอบครัว และประเทศชาติ ทั่วทั้งโลก วันเบาหวานโลกจึงเป็นวันสากลแห่งสหประชาชาติ ที่ให้ทุกประเทศทั่วโลกร่วมรณรงค์ต่อต้าน และ ส่งเสริมการป้องกัน ดูแล และรักษาโรคเบาหวาน  ในปัจจุบัน การรณรงค์เนื่องในวันเบาหวานโลก มีผู้ติดตาม รับฟังมากกว่า 1 พันล้านคนใน160 ประเทศทั่วโลก
สหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้ประเมินว่า ในช่วงอายุ 20-79 ปี  มีผู้เป็นเบาหวานทั่วโลกประมาณ 415 ล้านคนเมื่อปีค.ศ. 2015 และคาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคนในปีค.ศ. 2040  ในจำนวน 415 ล้านคนนี้ เป็นเพศชาย 199.5 ล้านคน เพศหญิง 215.2 ล้านคน  ขณะที่ในปีค.ศ. 2013  มีผู้เป็นเบาหวานทั่วโลก 371 ล้านคน จะเห็นได้ว่า แนวโน้มของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจว่า ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และ ประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับภาระของการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้ที่เป็นเบาหวานในกลุ่มคนที่อายุน้อย และอยู่ในวัยทำงาน (35-64 ปี) ซึ่งต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่พบเบาหวานส่วนใหญ่ในผู้สูงอายุ ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นเบาหวาน ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเบาหวาน  ในประเทศไทย รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชน โดยการตรวจร่างกาย เมื่อปี พ.ศ. 2552 พบว่า ความชุกของเบาหวานใน ประชากรไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป พบ 6.9%  อัตราส่วนผู้หญิงต่อผู้ชาย 1.3:1 อัตราความชุกสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ในช่วงอายุ 60-69 ปี พบความชุกสูงขึ้นเป็น 16.7% และอายุ 70-79 ปี พบ 15.8% และประมาณว่า มีผู้เป็นเบาหวานในประเทศไทย 3.5 ล้านคน  อย่างไรก็ตาม ในปีพ.ศ. 2557 พบว่า ความชุกของเบาหวานใน ประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 8.9%
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขยายความเป็นอยู่แบบชุมชนเมืองให้กระจายออกไป รวมทั้งการดำรงชีวิตแบบตะวันตก มีส่วนต่อการระบาดของโรคเบาหวาน  วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน มีอิทธิพลต่อ การเกิดโรคเบาหวาน ในขณะที่วิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบชนบทดั้งเดิมถูกกลืนหายไป  ภาวะเศรษฐกิจและสังคม ผลักดันครอบครัวเคลื่อนย้ายจากชนบทเข้าสู่ตัวเมือง เพื่อการจ้างงาน  การขยายอุตสาหกรรมก่อให้เกิดชุมชนเมือง เบาหวานซึ่งพบได้มากในเขตเมืองจึงมีการระบาดอย่างรวดเร็ว ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม ความชุกของเบาหวานที่สูงขึ้นนี้ จึงเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง
1.          ประชากรอายุยืนขึ้น
2.         การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
3.         ภาวะน้ำหนักเกิน และความอ้วน
4.          ความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย และขาดการออกกำลังกาย
เบาหวานจำแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ เบาหวานประเภทที่ 1 ซึ่งส่วนใหญ่พบในเด็ก มีลักษณะ สำคัญคือ ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้น้อยมาก จำเป็นต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต เพื่อคงชีวิตให้ดำรงอยู่ได้  ถัดไปคือ เบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งพบส่วนใหญ่ในผู้ใหญ่ และเป็นเบาหวานที่พบมากที่สุดทั่วโลก ถึง 85-95% ของ ผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ประเภทที่ 3 คือเบาหวานที่ทราบสาเหตุ และประเภทที่ 4 คือ เบาหวานในหญิงตั้งครรภ์  ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเบาหวานประเภทที่ 2 ที่พบมากที่สุด มีหลายประการ คือ
1.          ประวัติกรรมพันธุ์ของโรคเบาหวานในครอบครัว
2.         น้ำหนักเกิน หรือ อ้วน
3.         การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
4.          การขาดการออกกำลังกาย
5.         อายุที่มากขึ้น
6.          ความดันโลหิตสูง
7.          ไขมันในเลือดสูง
8.        เชื้อชาติ
9.       ความบกพร่องต่อความทนน้ำตาล (Impaired glucose tolerance) และความบกพร่องของ น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Impaired fasting glucose) ซึ่งรวมกันเป็นภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-diabetes)
10.     หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
11.     ภาวะทุพโภชนาการขณะตั้งครรภ์
12.    ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarion syndrome) ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมด้วย
13.    ผู้ที่อ้วนร่วมกับมีรอยปื้นดำ (Acanthosis nigricans) ที่คอ  และบริเวณข้อพับ ซึ่งพบร่วมกับภาวะดื้อต่ออินซูลินได้
ในปีนี้ สหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้กำหนดวันเบาหวานโลกให้เป็นปีแห่ง “สตรีกับเบาหวาน (Women and diabetes) ปัจจุบันมีผู้หญิงเป็นเบาหวานถึง 199 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเป็น 313 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2040  เบาหวานเป็นสาเหตุการตายอันดับเก้าของผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีผู้หญิงประมาณ 2.1 ล้านคนที่เสีย ชีวิตจากเบาหวานทุกปี  โดยทั่วไป ผู้หญิง 2 คนจากใน 5 คน จะอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60 ล้าน คนทั่วโลก  ผู้หญิงในกลุ่มนี้ เมื่อเป็นเบาหวานจะมีปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ ตั้งแต่การตั้งครรภ์ยาก และเมื่อตั้ง ครรภ์แล้ว ก็เป็นครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง (high risk pregnancy) หญิงที่เป็นเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นประเภท 1 หรือ 2 ถ้าไม่มีการวางแผนดูแลรักษาที่ดีก่อนการตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราตาย และ อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งของแม่และทารก
เบาหวานในหญิงตั้งครรภ์มีผลกระทบต่อสุขภาพของแม่และทารก โดยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ เด็กทารกตัวใหญ่ผิดปกติ ตลอดจนการคลอดลำบาก ประมาณว่า หนึ่งในเจ็ดของ ทารกที่คลอด (ประมาณ 20.9 ล้านคลอดทั่วโลกในปีค.ศ. 2015) เกิดจากแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์  หญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง เกิดขึ้นได้แม้อายุจะน้อยกว่า 30 ปี และพบได้บ่อยในประเทศที่มีรายได้ต่ำ และปานกลาง  นอกจากนี้ หญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงสูง ที่จะเป็นเบาหวานถาวรในอนาคต
เบาหวานประเภทที่ 1 พบในเด็กและในคนอายุน้อย และมีอาการรุนแรงมากกว่าเบาหวานประเภทที่ 2  ผู้หญิงที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 1 ถ้าตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงสูงต่อการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด และความผิด ปกติของทารกในครรภ์
ในเบาหวานประเภทที่ 2 พบในคนที่อายุมากขึ้น ซึ่งอาจจะร่วมกับความอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆต่อการเกิดหลอดเลือดแดงตีบ  ผู้หญิงที่เป็นเบาหวาน ประเภทที่ 2 พบว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้หญิงที่ไม่เป็นเบาหวาน ถึง 10 เท่า  ข้อสำคัญที่ ควรตระหนักคือ เบาหวานประเภทที่ 2 มากกว่าครึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน 
โดยสรุป
1. ในหลายประเทศทั่วโลก พบเบาหวานในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และต้องให้ความสำคัญในการเข้าถึงการบริบาลทางการแพทย์ ทั้งการวินิจฉัย การรักษาที่เท่าเทียมกัน
2.  ผู้หญิงเป็นเพศแม่ที่ให้กำเนิดบุตรธิดา ในหญิงที่เป็นเบาหวานที่ต้องการมีลูก จึงต้องมีการวางแผน การดูแลรักษาตั้งแต่แรกเริ่มก่อนการตั้งครรภ์อย่างชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยง และภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ถึงแม้ไม่ได้เป็นเบาหวานมาก่อน ก็ต้องจัดระบบการคัดกรองที่ ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อการวินิจฉัยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทั้งนี้ เพื่อความปลอด ภัยทั้งในชีวิตของแม่ และทารกในครรภ์
3.  บุคลากรทางการแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องได้รับการอบรมทั้งความรู้ และการปฏิบัติในการดูแล การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การวินิจฉัย การรักษา และการติดตามเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อย่างมี ประสิทธิภาพ
4.  การให้ความรู้ผู้ที่เป็นเบาหวาน การดูแลตนเอง อาหาร การออกกำลังกาย ทั้งก่อนการตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์ เวลาคลอด และหลังคลอด ตลอดจนความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ช่วยให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง มีส่วนช่วยลดและเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้
5. การป้องกันเบาหวานเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด ความตื่นตัว การดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และพฤติกรรมสุขภาพต่างๆ เป็นกิจกรรมที่ผู้ที่เป็นเพศแม่ มีอิทธิพลสำคัญในระยะยาวต่อสมาชิก ทุกคน และที่สำคัญคือต่อเด็กในครอบครัวนั่นเอง
(ผมได้ว่างเว้นการเขียนบทความในบล็อกมาปีกว่า คงไม่ขอแก้ตัวและกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากว่า ขอเริ่มจรดปลายนิ้วลงแป้นพิมพ์ใหม่ เพื่อเผยแพร่บทความที่คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่เข้ามาอ่าน และติดตามได้ ขอเริ่มด้วยบทความเกี่ยวกับวันเบาหวานโลก ที่จะถึงในวันที่  14 พฤศจิกายนนี้  หวังว่าคงขะช่วยกันติดตามต่อไปครับ)

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020 ตอนที่ 2

     "แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020" ได้สรุปแนวทางไว้ 5 ประการ
     1. ดำเนินแบบแผนการรับประทานอาหารสุขภาพ (a healthy eating patterns) ตลอดชีวิต เน้นความสำคัญของประเภทอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด เลือกการรับประทานอาหารที่ให้แคลอรี่ที่สามารถดำรงนำ้หนักตัวให้อยู่ในสภาวะของสุขภาพที่ดี (healthy weight) ให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง
     2. เน้นความต้องการสารอาหารที่หลากหลาย ทั้งประเภท และปริมาณ ให้เพียงพอกับความต้องการของแคลอรี่เฉพาะแต่ละคน เลือกอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ในทุกกลุ่มอาหารตามจำนวนที่ควรได้รับที่กำหนดไว้ในความต้องการสารอาหาร
     3. จำกัดการรับประทานน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และเกลือ  เลือกอาหารที่มีการเติมน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และเกลือน้อย ในประเภทอาหารที่เหมาะกับแบบแผนการรับประทานอาหารสุขภาพ
     4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ โดยคำนึงถึงวัฒนธรรม และความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อให้การเลือก และการปรับเปลี่ยนนี้ สำเร็จ และดำรงตลอดไป
     5. ส่งเสริมแบบแผนการรับประทานอาหารสุขภาพให้กับทุกคน  ตระหนักถึงการริเริ่ม และสนับสนุนแบบแผนอาหารสุขภาพไปทั่วประเทศ จากบ้าน สู่โรงเรียน ที่ทำงาน และชุมชน

     ข้อแนะนำหลัก (Key Recommendations):
     แบบแผนการรับประทานอาหารสุขภาพอาหารและเครื่องดื่มในปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสม ประกอบด้วยอาหารต่อไปนี้

  • อาหารประเภทพืชผักทั้งหลาย ทั้งผักสีต่างๆ พืชประเภทฝักถั่ว และประเภทแป้ง
  • ผลไม้ โดยเฉพาะที่เป็นทั้งผล (whole fruits)
  • ประเภทเมล็ดต่างๆ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งไม่ได้ผ่านการขัดสี (whole grains)
  • นมและผลิตภัณฑ์นมที่ปราศจากไขมันหรือไขมันต่ำ เช่น นมสด โยเกิร์ต ชีส รวมทั้งนมถั่วเหลือง
  • กลุ่มอาหารโปรตีน ที่รวมอาหารทะเล เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน (lean meats) เป็ดไก่ ไข่ เมล็ดถั่ว และผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง
  • น้ำมัน (oils)

     จำกัดอาหารต่อไปนี้

  • ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ (trans fat), น้ำตาล, เกลือ

     อาหารที่ต้องจำกัดปริมาณเหล่านี้ ถือเป็นความสำคัญระดับสาธารณสุขแห่งชาติ และกำหนดเป็นจำนวนที่บุคคลสามารถนำไปปฏิบัติตามปริมาณความต้องการแคลอรี่ตนเอง

  • น้ำตาลห้ามเติมเกิน 10% ของแคลอรี่ที่ควรได้รับต่อวัน
  • ไขมันอิ่มตัว น้อยกว่า 10% ของแคลอรี่ที่ควรได้รับต่อวัน
  • เกลือน้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัม (2.3 กรัม) ต่อวัน
  • อัลกอฮอล์ทุกประเภท ควรดื่มในปริมาณปานกลาง ในผู้หญิงไม่เกิน 1 ดริ๊งค์ต่อวัน ผู้ชายไม่เกิน 2 ดริ๊งค์ต่อวัน โดยภายใต้กำหนดของกฎหมาย รวมทั้งข้อจำกัดด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น


     แนวทางฯ นี้ไม่ใช่มีเรื่องอาหารอย่างเดียว ยังได้ให้ "ข้อแนะนำหลัก" ของ "แบบแผนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ" (Health physical acitivity patterns) ด้วย โดยระบุว่า
     นอกจากแบบแผนการรับประทานอาหารสุขภาพแล้ว ควรต้องดำเนินตาม "แนวทางการออกลังกายเพื่อสุขภาพของคนอเมริกัน" (Physical Activity Guidelines for Americans)  การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งต่อการรักษาสุขภาพ ในผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายระดับปานกลาง อย่างน้อยที่สุด 150 นาทีต่อสัปดาห์ (หรือคิดเป็น 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์) และออกกำลังกายแบบเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ (เช่นยกน้ำหนัก) อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์  ในเด็กหรือเด็กหนุ่ม อายุระหว่าง 6-17 ปี ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน ทั้งแอโรบิก เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ และยืดกระดูก  การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยคงน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนขึ้น หรือช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อร่วมกับการควบคุมอาหาร  มีหลักฐานทางวิชาการเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า การออกกำลังกายสม่ำเสมอลดการตายก่อนวัยอันควร ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจโคโรนารี่ (โรคหัวใจขาดเลือด) สโตร๊ค (โรคหลอดเลือดสมอง) ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวานประเภทที่ 2 กลุ่มอาการเมตะบอลิค ตลอดจนมะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่  นอกจากนี้ ยังมีผลดีต่ออารมณ์และจิตใจ ลดภาวะซึมเศร้า และการพลัดตกหกล้ม  บุคคลควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอตามวิถีทางที่ตัวเองชอบและความถนัด

     ยังมีรายละเอียดอีกมากครับ ยังไม่จบ จะทะยอยลงต่อครับ ช่วยกันติดตามด้วย


วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020

     หลังจากที่ได้เขียน "เรื่องของไขมัน ข้อเท็จจริง" มานำลงสองตอนแล้ว ผมก็ตั้งใจที่จะนำเสนอเรื่องอาหารต่อ โดยนำหลักการและแนวคิดของ "แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020 (Dietary Guidelines for Americans 2015-2020)" มาเล่าสู่กันฟัง เพราะเห็นว่า มีหลายอย่างที่มีประโยชน์ และเป็นความรู้ที่นำมาใช้ได้ แม้จะระบุว่า สำหรับคนอเมริกันก็ตาม 
     "แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020" ได้จัดทำขึ้นโดย U.S. Departments of Health and Human Services (HHS) and U.S. Department of Agriculture (USDA) โดยอาศัยข้อมูลทางวิชาการที่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ด้านอาหารอาหารและสุขภาพ กำนดเป็นนโยบายสู่แนวทางปฏิบัติสำหรับคนอเมริกันตั้งแต่อายุ 2 ปีเป็นต้นไป ซึ่ง USDA’s National School Lunch Program and School Breakfast Program ได้นำไปใช้ในการจัดทำอาหารสำหรับเด็กในโรงเรียน 30 ล้านคนทุกวัน  เป้าหมายสูงสุดของการกำหนดแนวทางอาหารนี้ เพื่อนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีของประชาชน และเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการรักษาโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ  ในศตวรรษที่ผ่านมา (ในอเมริกา) ภาวะการขาดสารอาหารลดน้อยลง การระบาดของโรคติดเชื้อควบคุมได้ดี คนอเมริกันมีอายุยืนขึ้น ขณะเดียวกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง และการขาดการออกกำลังกาย เพิ่มสูงมากขึ้น  ประมาณครึ่งหนึ่งของคนอเมริกันจะเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 1 หรือ 2 โรคที่สัมพันธ์กับอาหาร และสามารถป้องกันได้ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น

     ความจริงเกี่ยวกับสุขภาพของคนอเมริกัน
     1. เกินครึ่งของประชากรผู้ใหญ่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน รวมทั้งภาวะอ้วนลงพุง โดยเฉพาะอายุ 40 ปีขึ้นไป และในเชื้อชาติอัฟริกันอเมริกัน แต่ความชุกกลับลดลงในผู้ที่มีรายได้สูงมาก ในปี 2009-2012 ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนในผู้ใหญ่พบ 65% ในผู้หญิงและ 73%ในผู้ชาย  ขณะที่หนึ่งในสามของประชากรวัย 2-19 ปีมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน
     2. ในปีค.ศ. 2010 คนอเมริกันอายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นโรคหัวใจ 84 ล้านคน หรือประมาณ 35% ของประชากร
     3. สามในสี่ของผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีน้ำหนักปกติ พบความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ความผิดปกติของไขมัน สูบบุหรี่ เป็นต้น ขณะที่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันผิดปกติ พบสูงขึ้นในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง
     4. ในปีค.ศ. 2009-2012 คนอเมริกันอายุ 8-17 ปี เป็นความดันโลหิตสูง 2% อายุ 18 ปีขึ้นไป ความดันโลหิคสูงเพิ่มขึ้นเป็น 29% ขณะที่อายุ 65 ปีขึ้นไป พบความดันโลหิตสูงถึง 69%
     5. ในปีค.ศ. 2009-2012 คนอเมริกันอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่า 200 มก/ดล. พบ 100 ล้านคน (53%) ในจำนวนนี้ 31 ล้านคน โคเลสเตอรอลสูงกว่า 240 มก/ดล.
     6. ปีค.ศ. 2012 ความชุกของเบาหวานในคนอายุ 20 ปีขึ้นไป พบได้ 14% ในผู้ชาย และ 11%ในผู้หญิง  คนที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 พบร่วมกับความอ้วนถึง 80%
     7. โรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนอเมริกันมากที่สุดคือ มะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่
     8. 15% ของผู้หญิงอเมริกันพบมีภาวะกระดูกพรุน ขณะที่พบในผู้ชาย 4%

     ภาพรวมสุขภาพของคนอเมริกันข้างต้นนี้ จะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายทั้งนั้น  นโยบาย "แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020" มุ่งหวังให้สามารถนำการปฏิบัติลงสู่ระดับตัวบุคคลและครัวเรือน โดยส่งผ่านทางผู้ให้บริบาลทางการแพทย์และสาธารณสุข ผู้จัดทำนโยบายของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ เพื่อป้องกัน และลดอัตราการเกิดโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกาย

     ลองพิจารณากันดูว่า ภาพรวมสุขภาพของคนไทย แตกต่างกับคนอเมริกันมากหรือไม่ หรือคิดว่า ของคนไทยในปัจจุบันก็คล้ายคลึงกัน

     มาดูว่า "แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020" มีอะไรบ้าง ที่น่าจะนำมาเป็นความรู้ และข้อปฏิบัคิสำหรับสุขภาพของตัวเราเอง



วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ประสบการณ์จากห้องตรวจ 2

      เดิมผมตั้งใจจะเขียนแนะนำเรื่องอาหารในแนวของ "แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020" ของ USDA (USDA Dietary Guidelines for Americans 2015-2020) เพราะคิดว่าเป็นความรู้ และเกิดประโยชน์ได้ หากนำไปประยุกต์กับชีวิตประจำวันของเรา แต่เนื่องจากช่วงนี้ ผมยังไม่มีเวลามาเขียนบทความใหม่ จึงขอนำ "ประสบการณ์จากห้องตรวจ" มาลงคั่นไว้ก่อน เรื่องอาหาร ขออนุญาตไว้เป็นตอนต่อไป

            ผู้ป่วยชาย รายหนึ่ง อายุ 76 ปี สูง 160 ซม. หนัก 78.9 กก.  รับไว้ในโรงพยาบาลด้วยเรื่องอัมพาตครึ่งซีกซ้ายมาประมาณ 5 วันก่อนมาโรงพยาบาล แพทย์ด้านสมองเป็นผู้รับไว้ และให้การรักษาด้านสมองตั้งแต่เข้าโรงพยาบาล
            ผู้ป่วยมีประวัติเป็นเบาหวานมาประมาณ 5 ปี ไม่ได้รับประทานยาอะไร  คุมอาหารอย่างเดียว  น้ำตาลในเลือดก่อนอาหารตรวจได้ประมาณ 120 มก/ดล มาตลอด ซึ่งดูเหมือนว่าจะคุมได้ดี  ผู้ป่วยมีประวัติครอบครัวคุณแม่เป็นเบาหวาน และพี่สาวก็เป็นเบาหวาน  ปฏิเสธการกินยาลูกกลอนหรือสมุนไพร  ปฏิเสธการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า
ผลเลือดวันแรกรับ  blood glucose (ไม่ได้อดอาหาร)    = 190 มก/ดล   ค่า BUN และ Cr (คือหน้าที่ไต) อยู่ในเกณฑ์ปกติ  ค่าฮีมาโตคริต (การตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง) 55.4% ซึ่งถือว่าสูงเกินเล็กน้อย  ค่าฮีโมโกลบิน (คือโปรทีนที่ทำหน้าที่จับออกซิเจนในเม็ดเลือดแดง) 18.1 กรัม% ซึ่งค่อนไปทางสูงเช่นกัน
ผล MRA brain (คือการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) พบมีรอยโรคที่แสดงถึงการตายอย่างเฉียบพลันของสมอง (acute infarction) ในส่วนที่เรียกว่า external capsule ข้างขวา และส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตแขนขาซีกซ้าย
ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล แพทย์ได้สั่งเจาะตรวจน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้วทุกเช้า ได้ค่าน้ำตาลในเลือดระหว่าง 114-127 มก/ดล โดยที่ไม่ได้ยาลดน้ำตาลในเลือด ไม่ว่าจะเป็นยาฉีดอินซูลินหรือยารับประทาน  ความดันโลหิตอยู่ระหว่าง 160-190/100-110 มม.ปรอท
หลังจากอยู่โรงพยาบาลได้ 2-3 วัน ได้ทำการตรวจเลือดอีกครั้ง พบว่า น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร 134 มก/ดล HbA1c 8.3%  ค่าของตับ (SGPT) ปกติ  ไขมันตัวไม่ดี (LDL-c) ได้ 94 มก/ดล  ไตรกลีเซอไรด์ ได้ 131 มก/ดล  ไขมันตัวดี (HDL-c) 35 มก/ดล
โดยสรุป สิ่งที่ผิดปกติ และประเด็นที่น่าสนใจของผู้ป่วยรายนี้คือ
1. ผู้ป่วยมีเส้นเลือดในสมองตีบและมีการตายของเนื้อสมองบางส่วนแล้ว ซึ่งยืนยันจากการทำ MRA brain  และเป็นสาเหตุทำให้มีอาการอัมพาตซีกซ้าย
2.   ความดันโลหิตสูง  ในคนปกติ ความดันโลหิตไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท  ในคนที่เป็นเบาหวาน ต้องการให้ความดันโลหิตประมาณ 130/80 มม.ปรอท
3.  เป็นเบาหวาน  ถึงแม้น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารตอนเช้าไม่สูงก็ตาม แต่ค่า HbA1c สูงมาก 8.3% (ปกติประมาณ 4-6%)
4.    ไขมันตัวไม่ดี (LDL-c) ได้ 94 มก/ดล ถึงแม้ไม่สูง (ในคนที่เป็นเบาหวาน ค่า LDL-c ไม่ควรเกิน 100 มก/ดล)  แต่ผู้ป่วยได้ยาลดไขมันอยู่  ซึ่งแสดงว่า ในภาวะปกติ (ที่ไม่ได้ยาลดไขมัน) LDL-c ควรสูงกว่านี้
5.    จำนวนเม็ดเลือดแดงค่อนไปทางสูง ถึงแม้จะไม่สูงเกินมาก

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายนี้คือ อัมพาตซีกซ้าย  อัมพาตเป็นผลที่เกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ  อะไรที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดขึ้น  ถ้าประมวลจากปัญหาผู้ป่วยรายนี้ พอสรุปสาเหตุที่ทำให้เกิดอัมพาตได้คือ
1. ความดันโลหิตสูง  ผู้ป่วยยังคุมความดันโลหิตไม่ได้ดี ขณะที่อยู่โรงพยาบาล ความดันโลหิตยังสูงอยู่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการตายของเนื้อสมองบางส่วนใหม่ๆ ยังไม่รีบลดความดันโลหิตให้ลงมาเร็วๆ เพราะอาจเกี่ยวกับเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง  แต่ประเมินจากความดันโลหิตที่ผ่านมา น่าแสดงว่าเป็นความดันโลหิตสูงอยู่ด้วย  ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อหลอดเลือดแดงตีบ ซึ่งทำให้เกิดการตายของเนื้อสมองบางส่วนได้
2. เบาหวาน ผู้ป่วยมีประวัติเป็นเบาหวานมาประมาณ 5 ปีแล้ว รักษาโดยการควบคุมอาหารอย่างเดียว และบอกว่า น้ำตาลในเลือดอยู่ที่ประมาณ 120 มก/ดล  แม้ขณะอยู่ในโรงพยาบาล น้ำตาลในเลือดปลายนิ้วตอนเช้าก็ไม่สูงเช่นกัน  ถ้าดูเฉพาะน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารตอนเช้า จะเห็นว่าเบาหวานดูเหมือนคุมได้ดี ไม่น่ามีปัญหา  แต่ถ้าดูค่า HbA1c ที่สูง 8.3% จะเห็นว่าเบาหวานยังคุมได้ไม่ดี (เป้าหมาย HbA1c ต่ำกว่า 7%) ค่า HbA1c ที่สูงขึ้นสะท้อนถึงการแกว่งของน้ำตาลตลอดทั้งวัน และน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น น่าจะเป็นน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร  ค่า HbA1c ที่อยู่ในช่วงระหว่าง 7-8% เกินกว่าครึ่งหนึ่งมาจากน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร  เบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดแดงตีบ เมื่อเบาหวานคุมไม่ดี โอกาสเกิดอัมพาตก็สูงขึ้น
3. ไขมันที่ไม่ดี (LDL-c) ถึงแม้ไม่สูงมาก เนื่องจากผู้ป่วยรับประทานยาลดไขมันอยู่ และฤทธิของยาทำให้ค่าของ LDL-c อยู่ที่ 94 มก/ดล ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายที่ต้องการ (คือต่ำกว่า 100 มก/ดล)  อย่างไรก็ตาม นั่นแสดงว่าปกติผู้ป่วยรายนี้มีไขมันสูงอยู่แล้ว  นอกจากนี้ ไขมันตัวดีคือ HDL-c ไม่สูง ค่อนไปทางต่ำ  เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากค่าของไขมันในเลือดแล้ว ก็บอกได้ว่า ภาวะไขมันเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอัมพาตได้ส่วนหนึ่ง
4. ผู้ป่วยมีดัชนีมวลกายเท่ากับ 30.8 กก.ต่อตารางเมตร ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ที่อ้วน จากการซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติที่ใกล้ชิด ผู้ป่วยมีนอนกรนและหยุดหายใจเป็นบางช่วง แสดงว่าอาจมีอุดกั้นทางเดินหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งอยู่ในกลุ่มอาการที่เรียกว่า Sleep-apnea syndrome  ร่างกายจะขาดออกซิเจนเป็นบางช่วง และพยายามปรับตัวโดยเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น และทำให้ค่าฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตค่อนไปทางสูง  ผลที่เกิดขึ้น ทำให้เลือดมีความเข้มข้นสูงขึ้น และเป็นปัจจัยหนึ่งต่อการเกิดอัมพาต
ประเมินจากความผิดปกติทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยจัดอยู่ในกลุ่มอาการของเมตะบอลิค (Metabolic Syndrome) ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ประการคือ อ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง  ภาวะกลุ่มอาการของเมตะบอลิคเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของหลอดเลือดแดงตีบ (atherosclerosis) และทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาต ได้สูงกว่าคนทั่วไป

     โดยสรุป ผู้ป่วยรายนี้มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างต่อการเกิดหลอดเลือดแดงตีบ และผลที่สุดก็เกิดอัมพาตซีกซ้าย ถึงแม้จะยังโชคดีที่อาการเป็นไม่มาก ยังรู้สึกตัว และช่วยตัวเองได้ดี  สิ่งสำคัญคือ ต่อไปผู้ป่วยจะต้องรักษาปัจจัยเสี่ยงต่างๆให้เข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายที่ต้องการ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันในเรื่องการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายให้ได้ผลการรักษาตามที่ต้องการ  การรับประทานยาที่สม่ำเสมอ การมาตรวจตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษาเป็นระยะๆ และการทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด ตลอดจนการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เหล่านี้ทั้งหมดมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขสบายมากขึ้น แม้จะเป็นอัมพาตก็ตาม


วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องของไขมัน ข้อเท็จจริง ตอนที่ 2

     ผมขอตัดต่อบางส่วนที่เกี่ยวกับโคเลสเตอรอลใน "แนวทางอาหารสำหรับคนอเมริกัน 2015-2020" ของ USDA (USDA Dietary Guidelines for Americans 2015-2020) เพื่อให้เห็นข้อความที่แท้จริงเป็นอย่างไร
Dietary Cholesterol
The body uses cholesterol for physiological and structural functions but makes more than enough for these purposes. Therefore, people do not need to obtain cholesterol through foods.
The Key Recommendation from the 2010 Dietary Guidelines to limit consumptionof dietary cholesterol to 300 mg per day is not included in the 2015 edition, but this change does not suggest that dietary cholesterol is no longer important to consider when building healthy eating patterns. As recommended by the IOM,[24] individuals should eat as little dietary cholesterol as possible while consuming a healthy eating pattern. In general, foods that are higher in dietary cholesterol, such as fatty meats and high-fat dairy products, are also higher in saturated fats. The USDA Food Patterns are limited in saturated fats, and because of the commonality of food sources of saturated fats and dietary cholesterol, the Patterns are also low in dietary cholesterol. 
     ชัดเจนครับในข้อความข้างต้น ข้อแนะนำนั้นได้บอกว่า โคเลสเตอรอลมีความสำคัญทั้งด้านสรีรวิทยาและโครงสร้างของร่างกาย แต่ร่างกายสามารถสร้างได้เพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหาร ดังนั้น ข้อแนะนำอาหารในปี 2010 ที่กำหนดให้จำกัดการรับประทานโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มก.ต่อวันจึงไม่กำหนดในข้อแนะนำอาหารในปี 2015 ฉบับนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า โคเลสเตอรอลในอาหารไม่มีความสำคัญต่อไปอีกสำหรับการรับประทานอาหารสุขภาพ  IOM (คือ Institute Of Medicine - ผมขออนุญาตใช้คำว่า "สถาบันแพทยศาสตร์" เป็นองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐในอเมริกา ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐาน และระบบการแพทย์ของอเมริกา) ได้ให้คำแนะนำว่า "ควรรับประทานอาหารประเภทโคเลสเตอรอลให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ในอาหารสำหรับสุขภาพ"  โดยทั่วไปแล้ว อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน และผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันสูงจะอุดมด้วยไขมันอิ่มตัว (saturated fat)  ซึ่ง USDA ได้แนะนำให้จำกัดการรับประทานไขมันอิ่มตัว แต่โดยที่อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง จะมีโคเลสเตอรอลสูงด้วย อาหารที่แนะนำจึงควรมีโคเลสเตอรอลต่ำ
     นั่นหมายความว่า ไม่ได้จำกัดการรับประทานโคเลสเตอรอล แต่ถ้ารับประทานโคเลสเตอรอลมาก จะได้รับไขมันอิ่มตัวมากไปด้วย ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่ต้องจำกัดการรับประทานให้น้อยลง  ผมขออนุญาตลงแนวทางอาหารฯ ของ USDA ต่อ
Strong evidence from mostly prospective cohort studies but also randomized controlled trials has shown that eating patterns that include lower intake of dietary cholesterol are associated with reduced risk of CVD, and moderate evidence indicates that these eating patterns are associated with reduced risk of obesity. 
 Dietary cholesterol is found only in animal foods such as egg yolk, dairy products, shellfish, meats, and poultry. A few foods, notably egg yolks and some shellfish,are higher in dietary cholesterol but not saturated fats. Eggs and shellfish can be consumed along with a variety of other choices within and across the subgroup recommendations of the protein foods group. 
     แนวทางอาหารฯ ของ USDA ได้ระบุต่อไปอีกว่า มีหลักฐานการศึกษาชัดเจนว่า การรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease - CVD) และยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย  อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงพบได้ในไข่แดง ผลิตภัณฑ์นม หอย เนื้อสัตว์ และเป็ดไก่ อย่างไรก็ตาม ไข่แดงและหอย ถึงแม้จะมีโคเลสเตอรอลสูง แต่ไม่ใช่ไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งสามารถรับประทานได้ โดยคำนึงถึงความต้องการของสารอาหารโปรทีนด้วย

     จะเห็นได้ว่า แนวทางอาหารฯ ของ USDA ถึงแม้ไม่ได้จำกัดการรับประทานโคเลสเตอรอล แต่เน้นการระมัดระวังอาหารไขมันอิ่มตัว ซึ่งก็คือกลุ่มกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) นั่นเอง  USDA ได้กำหนดให้รับประทานอาหารไขมันชนิดอิ่มตัวได้ไม่เกิน 10% ของแคลอรี่ที่ได้รับต่อวัน และควรทดแทนด้วยไขมันที่ไม่อิ่มตัว  มีรายงานการศึกษาที่ระบุได้อย่างชัดเจนว่า การทดแทนการรับประทานไขมันอิ่มตัวด้วยไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fat หรือ PUFA) สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) และโคเลสเตอรอลความหนาแน่นต่ำ (LDL-cholesterol)ในเลือดได้ รวมทั้งลดความเสี่ยงการเกิดโรคและอัตราตาย จากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้  ถ้าทดแทนไขมันอิ่มตัวด้วยไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง (monounsaturated fat หรือ MUFA) ที่ได้จากพืช เช่น น้ำมันมะกอก ก็ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่ชัดเจนมากเหมือนการศึกษาด้วยไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง  การทดแทนไขมันอิ่มตัวด้วยคาร์โบฮัยเดรท สามารถลดค่าโคเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) และ แอลดีแอลโคเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) ในเลือดได้ แต่จะทำให้ค่าไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น และเอชดีแอลโคเลสเตอรอล (HDL-cholesterol) ต่ำลง ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ  ดังนั้น ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่าไขมันอิ่มตัว
     USDA ยังได้แนะนำให้จำกัดการได้รับ trans fat ไห้น้อยที่สุด  ไขมันทรานส์ (trans fat) พบในเนยเทียม (margarine) และผลิตภัณฑ์อาหารและขนมบางอย่าง  ไขมันทรานส์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยส่วนหนึ่งจะเพิ่มค่าแอลดีแอลโคเลสเตอรอล (LDL-c) ในเลือดด้วย

     โดยสรุปแล้ว
     1. ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอลได้เองมากพอโดยไม่ต้องพึ่งจากอาหาร โคเลสเตอรอลจากอาหารดูดซึมในลำไส้ได้น้อย ถ้าร่างกายได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารเพิ่มขึ้น การสร้างที่ตับก็จะลดลงไปด้วย
     2. โคเลสเตอรอลเป็นไขมันสัตว์ และไขมันสัตว์ส่วนใหญ่เป็นไขมันอิ่มตัว ซึ่งแนวทางอาหารฯ ของ USDA แนะนำให้จำกัดการบริโภคไขมันอิ่มตัว และทดแทนด้วยไขมันไม่อิ่มตัว ถ้ามองแต่โคเลสเตอรอลอย่างเดียวว่ารับประทานได้ จะทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงควรต้องจำกัดการบริโภคโคเลสเตอรอลด้วย ซึ่งในงานวิจัยพบว่า ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และลดน้ำหนักด้วย
      3. พยายามหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ หรือได้รับให้น้อยทีสุด เพราะมีส่วนเพิ่ม LDL-c และความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

     "เรื่องของไขมัน ข้อเท็จจริง" ได้จบในตอนที่ 2 ที่ผมได้อ้างถึงแนวทางอาหารฯ ของ USDA ที่เป็นต้นตอของข่าวเรื่องโคเลสเตอรอลมาตลอดปีกว่านี้ ผมไม่ทราบว่าได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยไปบ้างหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ขอให้ทุกท่านที่อ่านใช้วิจารณญาณเอง
     มีหลายเรื่องที่น่าทราบเกี่ยวกับอาหาร ผมอาจจะเขียนเรื่องอาหารต่ออีก ช่วยกันติดตามด้วยครับ

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ภาพประกอบเรื่องของไขมัน





แสดงสูตรโครงสร้างของภาพของไตรกลีเซอไรด์ที่ประกอบด้วยกรดไขมัน 3 ตัวจับกับกลีเซอรอล


      ไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญของร่างกาย  1 กรัมของไตรกลีเซอไรด์ (ไขมัน) ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ ขณะที่คาร์โบฮัยเดรทและโปรทีน 1 กรัม ให้พลังงานอย่างละ 4 กิโลแคลรี่  ไตรกลีเซอไรด์จะเก็บสะสมในรูปของเนื้อยื่อไขมัน (adipose tissue) ใต้ผิวหนังของร่างกาย หรือสะสมตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ เป็นต้น



โคเลสเตอรอลและวิตามินดี จัดอยู่ในกลุ่มลิพิด ประเภทสเตอรอยด์ 
และมีโครงสร้างคล้ายกัน เนื่องจากโคเลสเตรอลเป็นสารตั้งต้นของการสังเคราะห์วิตามินดี




     แสดงโครงสร้างของกรดไขมันที่ด้านหนึ่งเป็น carboxyl group (แสดงความเป็นกรด) เชื่อมต่อกับไฮโดรคาร์บอนที่มีจำนวนคาร์บอนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของกรดไขมัน  ในภาพด้านขวา แสดงการจับกันของคาร์บอนแต่ละตัวเป็นแบบพันธะเดี่ยว (single bond) ซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid)  ส่วนภาพด้านซ้าย จะมีพันธะคู่ (double bond) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง (monounsaturated fatty acid หรือ MUFA)



  ตัวอย่างโครงสร้างกรดไขมันไลโนเลอิก ที่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่
(double bond) มากกว่า 1 ตำแหน่ง ซึ่งเรียกว่า polyunsaturated fatty acid หรือ PUFA



กรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวในน้ำมันและอาหารประเภทต่างๆ




โครงสร้างของไลโปโหรทีน ส่วนแกนภายในจะประกอบด้วยไขมันที่ไม่ะลายน้ำ คือไตรกลีเซอไรด์ 
และโคเลสเตอรอลเอสเท่อร์ หุ้มด้วยส่วนเปลือกชั้นเดียวของฟอสโฟไลปิดที่แซมด้วยโคเลสเตอรอลอิสระ และพันด้วยอะโพโปรทีน ในระยะแรก ไตรกลีเซอไรด์จะมีจำนวนมาก ทำให้ไลโปโปรทีนมีขนาดเซลล์พองใหญ่ และความหนาแน่นต่ำ (คือไคโลไมครอน) เมื่อไหลเวียนในกระแสเลือด ไตรกลีเซอไรด์ถูกย่อยและปล่อยเข้าสู่เซลล์ที่ต้องการ ไตรกลีเซอไรด์ที่อยู่ภายในก็เหลือน้อยลง โคเลสเตอรอลก็มีอัตราส่วนเพิ่มขึ้น และเปลี่ยนเป็น LDL และ HDL ตามลำดับ ซึ่งขนาดเซลล์จะเล็กลง และความหนาแน่นของเซลล์ก็สูงขึ้น













































































     ภาพทั้ง 5 ข้างต้น แสดงถึงจำนวนของไตรกลีเซอไรด์ที่ลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อถูกย่อยสลายไป เปลี่ยนจาก chilomicron เป็น VLDL, LDL, และ HDL ทำให้อัตราส่วนของโคเลสเตอรอลสูงขึ้น โดยเฉพาะ LDL ที่เป็นไขมันตัวร้าย มีโคเลสเตอรอลภายในสูงถึง 50%

     ผู้ร้ายที่ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งคือ LDL-c การรับประทานอาหารเฉพาะโคเลสเตอรอลไม่ทำให้ LDL-c สูงขึ้น แต่การรับประทานอาหารไขมันอิ่มตัวสูงมีผลทำให้ LDL-c สูงขึ้นได้  แล้วโคเลสเตอรอลมาจากไขมันสัตว์ที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ?